10 October 2002

ในปัจจุบันถือว่าหลักการและแนวคิดทางธุรกิจได้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีหลักการและแนวคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้ผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนไม่สามารถหยุดนิ่งได้ อย่างไรก็ดีถ้าดูกันให้ดีๆ แล้วจะพบว่าหลักการและแนวคิดทางด้านการจัดการ รวมทั้งปรากฎการณ์ทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหนีไม่พ้นหลักการทางธรรมชาติที่พวกเรารู้จัก และคุ้นเคยกัน เคยมีผู้รู้บอกผมว่าหลักของธรรมชาตินั้นถือเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และจีรังที่สุดแล้ว ยากที่จะหาหลักได้มาลบล้างได้ ทุกสิ่งทุกอย่างสุดท้ายแล้วก็กลับคืนสู่ธรรมชาติทั้งสิ้น หลักการและแนวคิดทางการบริหารก็เช่นเดียวกัน ที่ในที่สุดแล้วต่อให้มีแนวคิดในการบริหารใหม่ๆ อย่างไรเกิดขึ้นก็หนีไม่พ้นหลักการของธรรมชาติ

ความสอดคล้องระหว่างหลักของธรรมชาติกับหลักการในการบริหารนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน ตั้งแต่การอยู่ร่วมกัน และการดำรงชีวิตของสัตว์ป่าก็เปรียบเสมือนพฤติกรรมกลุ่มและภาวะผู้นำภายในองค์กร หรือ ทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่โด่งดังของ Charles Darwin ก็สอดคล้องกับวิวัฒนาการขององค์กรธุรกิจ หรือหลักการต่อสู้กันของสัตว์ต่างเผ่าพันธุ์ที่สุดท้ายแล้วพวกที่จะอยู่รอดคือพวกที่เข้มแข็งที่สุด ก็เหมือนกับหลักการแข่งขันในทางธุรกิจที่สุดท้ายแล้วผู้ที่อยู่รอดคือผู้ที่เข้มแข็งที่สุด หรือ วงจรชีวิตของสัตว์โลกที่ใช้ได้กับสัตว์และพืชทุกชนิดที่ย่อมจะต้องมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย หลักการทางธรรมชาติเหล่านี้เราสามารถนำสิ่งที่เกิดขึ้นในวงการธุรกิจ รวมทั้งหลักการทางวิชาการสมัยใหม่เข้ามาจับ แล้วจะพบถึงความสอดคล้องกันอย่างไม่น่าเชื่อ

ผมขอเริ่มจากทฤษฎีในเรื่องวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ในแง่ที่ว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายจะต้องรู้จักที่จะปรับตัวเองให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมเพื่อให้สามารถดำรงอยู่ได้ สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถที่จะปรับตัวเข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปก็ย่อมสูญพันธ์ไปในที่สุด ซึ่งหลักการดังกล่าวก็คือหลักในเรื่องของการปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงภายใต้หลักการบริหารในปัจจุบัน ที่ทั้งหน่วยงานราชการ เอกชน จะต้องมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เป็นทั้งทางด้านการแข่งขัน และสิ่งแวดล้อมทั่วๆ ไป องค์กรใดที่ไม่สามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ สุดท้ายก็ต้องล้มหายตายจากไปในที่สุด

หรือ ท่านผู้อ่านที่ชอบดูสารคดีเกี่ยวกับสัตว์ป่าทั้งหลายที่สัตว์ที่เข้มแข็งจะกินหรือทำร้ายสัตว์ที่อ่อนแอกว่า ตรงกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในวงการธุรกิจที่องค์กรธุรกิจที่เข้มแข็งกว่าย่อมย่อมกลืนกินองค์กรธุรกิจที่อ่อนแอกว่า จริงๆ แล้วคงจะไม่ได้กลืนกันไปจริงๆ แต่เป็นไปในลักษณะของการทำลายคู่แข่งขันที่อ่อนแอกว่า ถ้าท่านผู้อ่านสังเกตดีจะพบว่าในอุตสาหกรรมหลายๆ แห่งนั้นเมื่ออุตสาหกรรมอยู่ในช่วงที่รุ่งโรจน์ก็จะมีคู่แข่งขันใหม่ๆ เข้ามาร่วมแสวงหากำไรจำนวนมาก แต่พออยู่ไปซักพัก ผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้และมีความอ่อนแอทางการแข่งขันกว่าผู้อื่นก็จะต้องปิดกิจการไปสุดท้ายแล้วก็จะเหลือแต่ผู้เข้มแข็งเพียงไม่กี่รายเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจค้าปลีก (ทั้งในระดับห้างสรรพสินค้า หรือร้านสะดวกซื้อ) ที่เริ่มจากผู้ขายจำนวนมากราย แต่สุดท้ายก็เหลือเพียงแค่เจ้าหรือสองเจ้าเท่านั้น แนวโน้มในหลายๆ อุตสาหกรรมทั่วโลกจะเข้าสู่ระดับของ Consolidation มากขึ้น หมายความว่าในอุตสาหกรรมเหล่านั้นจากที่เคยมีผู้เล่นจำนวนมากรายก็เหลือรายหลักๆ อยู่เพียงไม่กี่รายเท่านั้น และรายที่เหลืออยู่ก็จะเฉพาะพวกที่เข้มแข็งเท่านั้น พวกที่ไม่เข้มแข็งพอก็จะถูกเข้าซื้อกิจการ หรือ ล้มหายตายจากไปเอง หลักการนี้เราได้ยินกันเยอะมากในสารคดีหรือหนังที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่า ในแง่ที่ว่าสุดท้ายแล้วจะเหลือแต่จะเฉพาะผู้ที่เข้มแข็งที่สุดเท่านั้น

จริงๆ แล้วคงจะไม่ได้เหลือเฉพาะพวกที่เข้มแข็งอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงพวกที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมได้มากที่สุดด้วย เพื่อการดำรงอยู่ของสายพันธุ์ตนเองนั้นจะต้องรู้จักที่ปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติ ดังนั้นจะเห็นว่ายังมีสัตว์อีกหลายสายพันธุ์ที่ไม่ได้เป็นผู้เข้มแข็งที่สุด แต่ยังสามารถดำรงอยู่ได้ เนื่องจากสัตว์เหล่านั้นสามารถที่จะปรับตัวเอง และไม่ได้เป็นคู่แข่งกับสัตว์ที่เข้มแข็ง แต่เหมือนกับมีประโยชน์และความสามารถเฉพาะตนที่จะทำให้ตนดำรงอยู่ได้ ตรงนี้ก็เหมือนกับหลักการทางธุรกิจอีกเช่นกันที่องค์กรที่จะอยู่รอดได้ในระยะยาวนั้น ถ้าไม่ได้เป็นองค์กรที่เข้มแข็งหรือมีความสามารถมากที่สุด ก็ต้องเป็นองค์กรที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมได้ดีที่สุด หรือเป็นองค์กรที่มุ่งเน้นตลาดหรือลูกค้าที่เป็นกลุ่มจำเพาะเจาะจงนั้นคือจะไปแข่งกับรายใหญ่ที่เป็นเจ้าตลาดก็คงไม่ได้ แต่มีลูกค้าจำเพาะกลุ่มที่ยังทำให้ตนยังมีชีวิตรอดและสามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้ เราจะเห็นในอุตสาหกรรมที่มีผู้ครองตลาดเป็นเจ้าใหญ่เพียงไม่กี่เจ้านั้นจะมีรายเล็กๆ บางรายที่ยังประสบความสำเร็จในทางธุรกิจ เพราะรายเล็กๆ เหล่านั้นมุ่งเจาะตลาดที่รายใหญ่ไม่ต้องการและไม่ไปหากินหรือต่อสู้โดยตรงกับรายใหญ่

 นอกเหนือจากความสอดคล้องกันระหว่างธุรกิจกับธรรมชาติโดยเฉพาะสัตว์แล้ว การศึกษาในเรื่องภาวะผู้นำของคนเราก็มีจุดเริ่มต้นหรือที่มาจากฝูงสัตว์ด้วยเช่นกัน ท่านผู้อ่านที่ศึกษาในเรื่องของทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำมาบ้างคงจะทราบว่าแนวคิดแรกๆ เกี่ยวกับภาวะผู้นำนั้นเป็นแนวคิดที่เราเรียกว่า Traits Theory ที่บอกว่าผู้นำที่ดีนั้นจะต้องมีคุณสมบัติบางประการที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด เช่น ถ้าเป็นในสมัยจิ๋นซีก็อาจจะต้องตัวสูงใหญ่กว่าคนธรรมดาทั่วๆ ไป หรือเป็นผู้ที่มีใบหน้าใหญ่กว่าชาวบ้านทั่วๆ ไป เป็นต้น ถึงแม้ในตอนหลังจะมีแนวคิดด้านภาวะผู้นำที่มาหักล้างในประเด็นที่ว่าผู้นำที่ดีไม่สามารถบอกได้ด้วยคุณลักษณะหรือรูปลักษณ์ภายนอก แต่ต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น แต่ในปัจจุบันก็กลับมาถึงแนวคิดที่ว่าผู้นำที่ดีจะต้องเป็นผู้นำแบบ Transformational ที่พร้อมจะก่อให้เกิดการเปลี่ยน ชี้นำ หรือแม้กระทั่งจูงใจให้บุคลากรและพนักงานทำในสิ่งที่เกินขีดความสามารถของตนเอง ซึ่งปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ผู้นำเหล่านี้จะต้องมีคือสิ่งที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่าCharisma หรือถ้าจะแปลเป็นไทยคงเหมือนกับลักษณะประจำตัวบางประการที่ยากที่จะลอกเลียนแบบได้ ที่นี้เมื่อพิจารณาลักษณะผู้นำของสัตว์ชนิดต่างๆ ท่านผู้อ่านอาจจะเริ่มเห็นถึงความสัมพันธ์และความสอดคล้องกันกับแนวคิดด้านผู้นำที่เราพูดถึงกันก็ได้ ในสัตว์หลายๆ ชนิดที่เราสามารถสังเกตเห็นผู้นำของมันได้อย่างชัดเจน เนื่องจากมีคุณลักษณะที่พิเศษกว่าสัตว์ตัวอื่นๆ อาทิเช่น ตัวใหญ่กว่า เขาโค้งกว่า หรือ มีแผงที่หน้าอก ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ช่างเหมือนกับแนวคิดที่บอกว่าผู้นำที่ดีนั้นจะต้องมีคุณลักษณะหรือรูปลักษณ์ภายนอกที่ต่างจากผู้อื่น หรือแม้กระทั่งท่านผู้อ่านอาจจะเคยเจอสัตว์บางชนิดที่ผู้นำสามารถสั่งหรือชี้นำให้สัตว์ในฝูงยอมตายเพื่อสาเหตุประการใดประการหนึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู่กับศัตรู หรือ การแย่งชิงอาหาร แสดงว่าผู้นำของสัตว์เหล่านั้นถือเป็นผู้นำที่มีลักษณะเป็นผู้นำแบบ Transformational ตามตำราที่เรียนกันเลย

ประเด็นสุดท้ายของความสอดคล้องระหว่างหลักธุรกิจกับธรรมชาติก็หนีไม่พ้นธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ที่จะต้องมีการเกิด การแก่ การเจ็บ และการตาย ที่ถือเป็นสัจธรรมพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกประเภท จริงๆ แล้วก็จะไม่ได้เป็นเฉพาะสิ่งมีชีวิตเท่านั้น แต่ในแวดวงด้านธุรกิจก็หนีไม่พ้นสัจธรรมพื้นฐานนี้เหมือนกัน ที่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในเรื่องของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ หรือ วงจรชีวิตอุตสาหกรรม ที่ล้วนแล้วแต่เป็นลักษณะของรูปกราฟระฆังคว่ำที่ประกอบไปด้วยการกำเนิด การเติบโต การคงตัว และการหดตัว สินค้าและอุตสาหกรรมทุกชนิดก็เริ่มจากการถือกำเนิดขึ้นมา หลังจากการเติบโตจนเต็มที่แล้วก็จะเริ่มอยู่ตัวหรือคงตัว และในไม่นานก็เริ่มที่จะเสื่อมความนิยมหรือเกิดภาวะหดตัวขึ้นมา

ดูๆ ไปแล้วเหมือนกับทุกสิ่งจะหนีไม่พ้นธรรมชาตินะครับ เหมือนกับสุดสูงแล้วกลับคืนสู่สามัญ จริงๆ แล้วเหมือนกับหลักการทางธุรกิจและการบริหารสมัยใหม่ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีอะไรที่มันใหม่จริงๆ มันก็คือการนำหลักพื้นฐานของธรรมชาติมาใส่ชื่อใหม่ เรียบเรียงใหม่ และทำให้ดูน่าเชื่อถือขึ้นเท่านั้นเอง การที่จะไปยกตัวอย่างว่าผู้นำที่ดีนั้นจะต้องเหมือนผู้นำแบบฝูงสัตว์ก็คงไม่เพราะและกินใจเท่าใด แต่เบื้องหลังของหลักการเหล่านี้ก็กลับไปสู่ธรรมชาติเหมือนเดิม