Workaholics กับ Work Engagement

11 February 2018

ท่านผู้อ่านเป็นคนบ้าทำงานหรือรู้จักใครที่บ้าทำงาน จนถึงขั้นที่ฝรั่งเรียกว่าเป็น Workaholics หรือ Work Addiction ที่พอแปลเป็นไทยได้ว่าเป็นโรคเสพติดการทำงานบ้างไหม? ถ้านึกไม่ออกว่าอาการเสพติดการทำงานเป็นอย่างไร ลองนึกเปรียบเทียบกับอาการเสพติดอื่นๆ ก็ได้ นั้นคือเป็นอาการที่อยากและต้องการจะทำงานตลอดเวลา และอีกทั้งมีความรู้สึกจะต้องทำงานตลอดเวลา หยุดไม่ได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าการทำงานที่มากเกินไป จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ความสัมพันธ์ทางสังคม และความสัมพันธ์ในครอบครัว

การทำงานตลอดเวลาการทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนานไม่ได้พักผ่อนหรือไม่มีวันหยุดเป็นที่รับรู้กันว่าจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของตนเองและความสัมพันธ์กับคนรอบตัว

อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Academy of Management Discoveries ที่ค้นพบว่าจริงๆแล้วการทำงานหนักจนถึงขั้นเสพติดกับงานนั้นมีระดับของการส่งผลเสียต่อสุขภาพที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกประการคือ Work Engagement หรือความผูกพันและมุ่งมั่นในงาน

กลุ่มคนที่ทำงานหนักทำงานนานและมีโอกาสสูงที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพนั้นจะเป็นพวกที่ขาดความผูกพันและมุ่งมั่นในการทำงานคนกลุ่มนี้มักจะพวกที่มีอาการหดหู่มีปัญหาในการนอนหลับและมีความเสี่ยงต่อปัญหาในด้านสุขภาพต่างๆขณะเดียวกันถ้าคนทำงานเป็นผู้ที่มีความผูกพันความมุ่งมั่นในการทำงาน (หรือจะเรียกเป็นไทยคือทำงานด้วยใจรัก) จะพบว่าการทำงานอย่างหนักและทำงานนานนั้นจะมีโอกาสน้อยกว่าที่ผลของการทำงานหนักจะส่งผลต่อสุขภาพ

งานวิจัยชิ้นนี้ต้องการชี้ให้องค์กรต่างๆเห็นว่าถ้าผู้บริหารขององค์กรสามารถทำให้พนักงานเกิดความผูกพันความมุ่งมั่นและมีใจที่จะทำงาน (work engagement) ประกอบกับถ้าพนักงานทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างหนักย่อมจะส่งผลท่ีดีกับองค์กรโดยไม่ได้ส่งผลเสียให้กับพนักงานอย่างมากมายเท่าที่เคยกังวลกันมาในอดีต

สิ่งที่ผู้ที่มีอาการเสพติดการทำงานควรจะถามตัวเองตลอดก็คือ “อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ต้องทำงานหนัก? เป็นเพราะมีใจรักในงานที่ทำทำงานหนักเพราะอยากจะเห็นผลงานของตนเองและเห็นองค์กรดีขึ้น?” ถ้าคำตอบคือใช่ก็ยังสามารถทำงานแบบเดิมต่อไปได้ (แต่ต้องระวังเรื่องการพักผ่อนสุขภาพและความสัมพันธ์ด้วย) แต่ถ้าคำตอบคือไม่ใช่ยิ่งจะต้องระวังว่าการทำงานที่หนักและนานนั้นมีสิทธิ์ที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้อย่างง่ายดาย

อย่างไรก็ดีความยากไม่ใช่การทำให้พนักงานทำงานนานขึ้นหรือทำงานในวันหยุดแต่เป็นการทำให้พนักงานเกิดความผูกพันและมุ่งมั่นกับการทำงานปัจจุบันองค์กรขนาดใหญ่เกือบทุกแห่งจะมีการทำ engagement survey  และผลออกมานั้นผู้บริหารก็มักจะพบว่าพนักงานของตนเองไม่ได้มี work engagement มากเท่าที่ผู้บริหารคิดหรือต้องการ ซึ่งก็มีงานวิจัยหลายๆ ชิ้นที่มักจะชี้ออกมาตรงกันว่าสาเหตุหลักที่ทำให้พนักงานเกิดอาการ Disengagement นั้นก็คือมาจากตัวผู้บริหารนั้นเอง (ซึ่งผู้บริหารส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ค่อยรู้ตัว) โดยสาเหตุนี้ยังครอบคลุมถึงพฤติกรรม รูปแบบและสไตล์การบริหารของตัวผู้บริหารอีกด้วย

นอกจากปัญหาที่ตัวผู้บริหารและวิธีการบริหารแล้วสาเหตุอื่นๆที่ทำให้เกิด Disengagement ก็มักจะหนีไม่พ้นเรื่องของการไม่มีโอกาสในการพัฒนาและเติบโตการขาดการสื่อสารระหว่างผู้บริหารกับพนักงานอย่างเพียงพอการขาดแรงจูงใจในการทำงานปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชาระดับต้นหรือแม้กระทั่งความรู้สึกที่ไม่ได้รับความเท่าเทียมหรือความสำคัญในที่ทำงานเป็นต้น

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการทำงานหนักถึงขั้นเป็นอาการเสพติดการทำงานนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพตนเองและกับคนรอบข้างเท่าใดแต่ยิ่งถ้าพนักงานขาดความผูกพันในที่ทำงานและยังต้องทำงานหนักและทำงานนานอีกยิ่งจะมีโอกาสส่งผลเสียต่อสุขภาพมากขึ้นไปอีกดังนั้นก็กลับมาที่ประเด็นสำคัญครับคือผู้บริหารจะต้องทำให้พนักงานเกิดความผูกพันความมุ่งมั่นในการทำงานหรือที่เรียกว่า Work Engagement ให้ได้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s