Learning Machine ไม่ใช่เพียงแค่ Machine Learning

24 May 2018

ในยุคที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ความเป็น 4.0 นั้น การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกำลังจะเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับคนหรือมนุษย์ก็กำลังจะเกิดขึ้น เริ่มจากอายุขัยของคนที่ยาวนานขึ้น มีข้อเขียนของ WEF ที่ระบุว่าอายุขัยเฉลี่ยของคนจะเพิ่มขึ้นสองปีในทุกๆ 10 ปี ในบางประเทศเช่น ญี่ปุ่น อิตาลี เยอรมันนี อายุขัยสูงสุดของสุภาพสตรีนั้นใกล้กับเลข 90 มากขึ้นไปเรื่อยๆ ส่วนของสุภาพบุรุษก็จะอยู่ที่ประมาณ 80 สำหรับในประเทศไทย จากข้อมูลของ Euromonitor ก็ระบุว่าอายุขัยสูงสุดของหญิงไทยก็เข้าใกล้ 80 มากขึ้น ส่วนของชายไทยก็เริ่มเลย 70 ไปอีกแล้ว

การที่อายุขัยของคนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆส่งผลต่อหลายๆเรื่องและเรื่องที่สำคัญแต่มักจะไม่ได้ตระหนักกันคือเรื่องการเรียนรู้ของคนโดยในอดีตนั้นเราจะแบ่งช่วงชีวิตเราออกเป็น 3 ช่วงหลักๆคือช่วงแรกตั้งแต่แรกเกิดจนเรียนจบที่อายุ 20 กว่าๆจากนั้นก็ทำงานไปอีก 30-40 ปีและเมื่อถึงอายุช่วง 60 กว่าๆก็เกษียณแต่ในยุค 4.0 นั้นความรู้ที่เราได้จากการเรียนหนังสือจนถึงช่วงอายุ 20 กว่าๆนั้นไม่เพียงพอสำหรับการให้เราดำรงชีวิตได้อย่างทันยุคและมีความสุขไปจนถึงอายุ 70-80

ในยุคที่เรากำลังก้าวสู่ความเป็น 4.0 นั้นเราจะต้องปรับเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเรียนรู้เสียใหม่การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลากลายเป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับคนยุค 4.0 การที่มนุษย์เราจะอยู่รอดอย่างสง่างามในยุคของ Machine Learning นั้นเราจะต้องแปลงตัวเราเองให้เป็น Learning Machine หรือเป็นเครื่องจักรแห่งการเรียนรู้

มีเอกสารจาก WEF ที่ระบุว่าคนเราจะต้องมี Learning Agility หรือความยืดหยุ่นในการเรียนรู้ซึ่งผู้เขียนได้ให้ความหมายไว้ว่าเป็นความสามารถของคนในการที่จะเปิดรับและเรียนรู้ในวิธีคิดและความรู้ใหม่ๆโดยจะต้องยอมลดอัตตาและความเชื่อมั่นยึดมั่นที่ตนเองมีอยู่รวมถึงต้องถ่อมตนเพียงพอที่จะยอมรับมีคนอื่นที่มีความรู้และสามารถเรียนรู้ได้รวดเร็วกว่าเราการที่จะเรียนรู้ได้อย่างยืดหยุ่นและต่อเนื่องนั้นจะมีประเด็นที่ต้องคำนึงถึงอยู่สองประการด้วยกัน

เรื่องแรกคืออย่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากเกินไปนักเพื่อไม่จำกัดความรอบรู้ความสนใจของตนเองเฉพาะเรื่องๆเดียวเพราะการทำงานในอนาคตนั้นการเป็นผู้เชี่ยวชาญเพียงแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้นจะไม่เพียงพอที่ตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นดังนั้นควรจะพร้อมที่จะเรียนรู้ในเรื่องที่หลากหลาย

เรื่องที่สองคือพร้อมที่จะล้มเหลวและเรียนรู้จากความล้มเหลวการได้เรียนรู้จากความล้มเหลวในปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จในอนาคตเป็นที่ยอมรับกันว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้มากที่สุดจากการลงมือทำเองและถ้าเกิดล้มเหลวและสามารถเรียนรู้จากความล้มเหลวดังกล่าวได้จะยิ่งทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นมากขึ้นไปอีกซึ่งความยากจริงๆอยู่ที่บรรยากาศวัฒนธรรมกฎระเบียบในการทำงานในองค์กรในประเทศไทยพร้อมที่จะยอมรับเปิดรับต่อความล้มเหลวที่เกิดขึ้นและมีกลไกให้เกิดการเรียนรู้จากความล้มเหลวดังกล่าว

ยิ่งในยุค 4.0 ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมแล้วนวัตกรรมจะเกิดขึ้นยากถ้าไม่เปิดโอกาสให้คนได้ทดลองและจากการทดลองก็มีโอกาสที่จะล้มเหลวดังนั้นถ้าองค์กรไม่พร้อมที่จะยอมรับต่อความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้นการเรียนรู้ก็จะไม่เกิดแถมในหลายๆองค์กร (เช่นในองค์กรด้านราชการ) ไม่ใช่เพียงแค่ไม่ยอมรับต่อความล้มเหลวเท่านั้นแต่เมื่อล้มเหลวแล้วยังถูกฟ้องร้องอีกด้วยแล้วถ้าเป็นอย่างนั้นบุคลากรองค์กรที่ไหนที่จะกล้าคิดต่างกล้าทดลองและกล้าที่จะล้มเหลว

สรุปคือไม่ว่าเราจะทำงานในองค์กรแบบใดหรืออยู่ในสภาวะสังคมแบบใดเราจะต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้และยิ่งถ้าสามารถแปลงตนเองให้เป็นเครื่องจักรแห่งการเรียนรู้ (Learning Machine) ได้จะยิ่งทำให้เราพร้อมที่จะเรียนรู้ได้อย่างไม่สิ้นสุด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s