อาการก้าวขาไม่ออก

8 April 2018

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ได้จัดปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ปฏิวัติธุรกิจ ปฏิรูปการศึกษา” ขึ้นมา โดยได้เชิญ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ซึ่งเป็นศาสตราภิชานของคณะ มาเป็นองค์ปาฐก ในตลอดช่วงระยะเวลาเกือบสองชั่วโมงนั้น ดร.ประสารได้เชื่อมโยงจิ๊กซอร์ต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่ทิศทางของเศรษฐกิจไทย การปฏิรูปการศึกษา ตลอดจนความต้องการของภาคธุรกิจไทยต่อสถาบันการศึกษาในการผลิตบัณฑิต และสุดท้ายมาจบที่สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป (โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันที่เป็น Business School) 

ในเชิงภาพรวมทางเศรษฐกิจนั้นมีประโยคเปรียบเทียบประโยคหนึ่งที่คุณประสารได้พูดไว้และโดนใจคนจำนวนมากโดยคุณประสารได้เปรียบเทียบการปฏิรูปประเทศโดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจไว้ว่าได้มีความพยายามในการขับเคลื่อนประเทศทั้งจากภาครัฐและเอกชนแต่กลับเดินหน้าได้ช้ากว่าที่คาดว่ามีอาการคล้ายกับ “คนแก่ที่สมองสั่งให้เดินหน้าแต่กลับก้าวขาไม่ค่อยจะออก” โดยความพยายามของภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนประเทศนั้นก็เปรียบเสมือนการที่สมองสั่งให้เดินหน้าแต่การปฏิบัติจริงกลับไปสามารถทำได้อย่างทันใจเท่าที่สมองสั่งการซึ่งการที่ก้าวขาไม่ออกนั้นคุณประสารได้ระบุว่าสาเหตุหลักๆก็มาจากเรื่องของคุณภาพและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศไทย

อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาประโยคข้างต้นก็จะพบว่าไม่ใช่เพียงแค่ระดับประเทศเท่านั้นที่มีปัญหาองค์กรต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนมากก็ประสบปัญหาดังกล่าวโดยคนที่เป็นผู้นำหรือผู้บริหารระดับสูงขององค์กรมีความคิดมีความต้องการให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงแต่พอถึงการปฏิบัติในการขับเคลื่อนองค์กรจริงๆนั้นกลับทำได้ไม่เร็วเท่าที่ใจนึกซึ่งก็คืออาการของการที่สมองสั่งให้เดินหน้าแต่กลับก้าวขาไม่ค่อยจะออกนั้นเอง

สาเหตุที่ทำให้หลายๆองค์กรก้าวขาไม่ค่อยจะออกนั้นก็จะคล้ายๆกับระดับประเทศเพียงแต่แทนที่จะเป็นเรื่องของการศึกษาก็จะเป็นเรื่องของการเรียนรู้ซึ่งนำไปสู่คุณภาพทักษะความสามารถมุมมองความคิดของบุคลากรภายในองค์กรแทนยิ่งถ้าเป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้การกำกับของทางราชการก็จะมีเรื่องของกฎเกณฑ์และระเบียบต่างๆเข้ามาทำให้ก้าวขาไม่ออกยิ่งขึ้นไปอีก (เผลอๆเป็นการผลักให้ก้าวถอยหลังด้วยซ้ำไป)

สาเหตุของอาการก้าวขาไม่ออกนั้นในระดับประเทศมาจากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาส่วนในระดับองค์กรก็จะมาจากความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้ของคนในองค์กร

ในหลายๆองค์กรผู้บริหารระดับสูงมีโอกาสในการเรียนรู้และเปิดประสบการณ์ใหม่ๆผ่านทางวิธีการต่างๆอยู่ตลอดเวลาทั้งจากหลักสูตรอบรมหลักสูตรพัฒนาผู้นำต่างๆรวมทั้งจากการเผชิญกับปัญหาทางธุรกิจจริงๆการได้เรียนรู้ผ่านผู้บริหารด้วยกันรวมทั้งการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองแต่สำหรับพนักงานโดยทั่วไปจะไม่ได้มีโอกาสในการเรียนรู้เช่นเดียวกับผู้บริหารอีกทั้งงานประจำที่ต้องทำอยู่และความจำเป็นในการหารายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัวก็ยังมีความจำเป็นและสำคัญในชีวิตมากกว่าการเรียนรู้และยิ่งในปัจจุบันกระแสสังคมทำให้เกิดหลักสูตรและสถาบันต่างๆในการพัฒนาผู้นำจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆผู้บริหารมีโอกาสในการเรียนรู้มากกว่าพนักงานอย่างมากมายมหาศาล

เมื่อเปรียบเทียบโอกาสในการเรียนรู้ของผู้บริหารและพนักงานแล้วจะเห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในองค์กรผู้บริหารอยากจะพัฒนาอยากจะขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแต่จะพบว่าหลายๆครั้งอุปสรรคที่ทำให้ก้าวขาไม่ออกนั้นกลับเป็นผู้บริหารระดับรองหรือพนักงานขององค์กรเองที่ยังขาดความพร้อมและความสามารถในระดับที่ใกล้เคียงกันที่จะขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าซึ่งสาเหตุที่สำคัญก็คือความเหลื่อมล้ำในการเรียนรู้นั้นเอง

สิ่งที่ผู้บริหารจะต้องตระหนักและให้ความสำคัญคือพนักงานทุกคนไม่ได้มีโอกาสในการเรียนรู้เท่ากับผู้บริหารดังนั้นทำอย่างไรองค์กรถึงจะสามารถสร้างกลไกและวิธีการในการลดความเหลื่อมล้ำในการเรียนรู้ที่เป็นอยู่ในองค์กรเพื่อให้ทั้งองค์กรสามารถก้าวขาออกไปได้ทันต่อสิ่งที่สมองคิดและสั่งการ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s